อ่าน ความคิดเห็น ทั้งหมด

แนะนำดูดวงรายเดือน 15 เดือน หรือถามตอบทางโทรศัพท์ หาฤกษ์ดี ตั้งชื่อ เลขนำโชค (แนะนำ)

** การดูดวงชะตา เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ **

เว็บบอร์ดดูดวง

ความคิดเห็นที่ท่านได้อ่าน เขียนขึ้นมาโดยสาธารณชนผู้เข้าชม และจัดส่งขึ้นแสดงแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ หากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมาย หรือศีลธรรม รวมทั้งข้อความที่เป็นการกลั่นแกล้ง เพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ ติดต่อเรา หรือโทรศัพท์แจ้ง เพื่อให้เว็บมาสเตอร์ทราบ และทําการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พุทธบริบัทสวดพระปริตรเพื่อคุ้มครองตน
อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ท่านได้สอนใช้พระปริตร ในการป้องกัน และแก้ไขดวงชะตา เช่น การอาบน้ำมนต์พระปริตร การทำพระผงยาจินดามณี และใช้สวดในพิธีกรรมอื่นๆ



ประวัติพระปริตร

พระปริตร แปลว่า เครื่องคุ้มครอง คือ ป้องกันอันตรายภายนอกมี โจร ยักษ์ สัตว์เดรัจฉาน และป้องกันอันตรายภายในมีโรคภัยไข้เจ็บเป็นต้น อานิสงส์ที่ได้รับจากการสวดพระปริตรนี้เกิดมาจากอานุภาพของพระรัตนตรัยและอานิสงส์จากการเมตตา เพราะพระปริตรกล่าวถึงคุณพระรัตนตรัยและการเจริญเมตตาภาวนา ดังนั้น ผู้หมั่นสาธยายพระปริตรจึงได้รับผลานิสงส์ต่างๆ เช่น ประสบความสวัสดี ความเจริญรุ่งเรือง ได้รับชัยชนะ แคล้วคลาดจากอุปสรรคอันตราย มีสุขภาพอนามัยดี และมีอายุยืน ดังพระพุทธดำรัสว่า

„เธอจงเจริญพุทธานุสสติ ภาวนาที่ยอดเยี่ยมในภาวนาธรรม เพราะผู้เจริญภาวนานี้จะสมหวังดังมโนรถ" (ขุ. อป. ๓๒/๓๖/๙๘)

„อมนุษย์ที่ต้องการจะทำร้ายผู้เจริญเมตตา ย่อมประสบภัยพิบัติเอง เปรียบเหมือนคนที่ใช้มือจักหอกคม จะได้รับอันตรายจากการจับหอกนั้น" (สํ. นิง ๑๖/๒๒๗/๒๕๑)



ประโยชน์ในปัจจุบัน

ในคัมภีร์อรรถกถา มีปรากฏเรื่องอานุภาพพระปริตรคุ้มครองผุ้สวดเช่นเรื่องพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกยุงทอง พระองค์ได้หมั่นสาธยายโมรปริตรที่กล่าวถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นประจำ ทำให้แคล้วคลาดจากบ่วงที่นายพรานดังไว้ (ชา. อ. ๒/๓๕) และเรื่องในสมัยพุทธกาล มีภิกษุห้าร้อยรูปไปเจริญภาวนาในป่า ได้ถูกเทวดารบกวนจนกระทั่งปฏิบัติธรรมไม่ได้ ต้องเดินทางกลับเมืองสาวัตถี ในขณะนั้นพระพุทธเจ้าได้สอนเมตตปริตรที่กล่าวถึงการเจริญเมตตา ครั้นภิกษุเหล่านั้นหมั่นเจริญเมตตาภาวนา เทวดาจึงมีไมตรีจิตตอบด้วย และช่วยพิทักษคุ้มครองให้ภิกษุหมู่นั้นปฏิบัติธรรมได้โดยสะดวก (สุตฺตนิ. อ. ๑/๒๒๑, ขุทฺทก. อ. ๒๒๕)

นอกจากนี้ อานุภาพพระปริตรยังสามารถคุ้มครองผู้ฟังได้อีกด้วย ดังที่มีปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาว่า ในสมัยพุทธกาล เมื่อเมืองเวสาลีประสบภัยโรคระบาด พระพุทธเจ้าได้รับนิมนต์เสด็จไปโปรด พระองค์รับสั่งให้พระอานนท์สวดรัตนปริตรที่กล่าวถึงคุณของพระรัตนตรัย ภัยดังกล่าวในเมืองนั้นจึงได้สงบลง (ขุทฺทก. อ. ๑๔๑-๔) ในอรรถกถาอีกคัมภีร์หนึ่งปรากฏว่า ในสมัยพุทธกาล มีเด็กคนหนึ่งจะถูกยักษ์จับกินภายใน ๗ วัน พระพุทธเจ้าจึงแนะนำให้ภิกษุสวดพระปริตรตลอดเจ็ดคืน และพระองค์ได้เสด็จไปสวดด้วยพระองค์เองในคืนที่แปด เด็กนั้นก็สามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติของอมนุษย์นั้นได้ มีอายุยืน ๑๒๐ ปี บิดามารดาจึงตั้งชื่อเด็กว่าอายุวัฑฒนกุมาร แปลว่า "เด็กผู้มีอายุยืน" เพราะรอดพ้นจากอันตรายดังกล่าว (อรรถกถาธรรมบท ๔/๑๑๓-๖)



ประโยชน์ในอนาคต

เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมตตระเสด็จไปโปรดโกสิยชฎิลที่ภูเขานิสภะ ชฎิลตนตั้นได้พบพระองค์แล้วเกิดโสมนัสปราโมทย์ นำดอกไม้มาประดับเป็นอาสนะที่ประทับ พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งเข้าผลสมาบัติในที่นั้นตลอดเจ็ดวัน โกสิยชฎิลได้ยืนประณมมือระลึกถึงพระพุทธคุณตลอดเจ็ดวันเช่นกัน กุศลที่เกิดจากการระลึกถึงพระพุทธคุณนี้ ทำให้โกสิยชฎิลเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๓ หมื่นกัป เป็นท้าวสักกะจอมเทพ ๘๐ ชาติ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ เป็นพระราชานับชาติไม่ถ้วน ในระหว่างนี้เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นเศรษฐีมีทรัพย์ และไม่เคยเกิดในอบายภูมิ ในภพสุดท้ายได้ออกบวชเป็นพระภิกษุ ท่านปรากฏนามว่าพระสุภูติเถระ ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศในการเจริญฌานประกอบด้วยเมตตาและเป็นทักขิไณยบุคคล (ขุ. อป. ๓๒/๑-๕๑/๙๔-๙)



อานิสงส์พระปริตร

โบราณาจารย์ได้รวบรววมอานิสงส์ของพระปริตรไว้ดังนี้ คือ

๑) เมตตาปริตร ทำให้หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย เทพพิทักษ์รักษา

ไม่มีภยันตราย จิตเกิดสมาธิง่าย ใบหน้าผ่องใส มีสิริมงคล ไม่หลงสติในเวลาเสียชีวิต และเกิดเป็นพรหมเมื่อบรรลุเมตตาฌาน

๒) ขันธปริตร ป้องกันภัยจากอสรพิษและสัตว์ร้ายอื่นๆ

๓) โมรปริตร ป้องกันภัยจากผู้คิดร้าย

๔) อาฏานาฏิยปริตร ป้องกันภัยจากอมนุษย์ ทำให้สุขภาพดี

๕) โพชฌังคปริตา ทำให้มีสุขภาพดี มีอายุยืน และพ้นจากอุปสรรคทั้งปวง

๖) ชัยปริตร ทำให้ประสบชัยชนะ และมีความสุขสวัสดี

๗) รัตนปริตร ทำให้ได้รับความสวัสดี และพ้นจากอุปสรรคอันตราย

๘) วัฏฏกปริตร ทำให้พ้นจากอัคคีภัย

๙) มังคลปริตร ทำให้เกิดสิริมงคล และปราศจากอันตราย

๑๐) ธชัคคปริตร ทำให้พ้นจากอุปสรรคอันตราย และการตกจากที่สูง

๑๑) อังคุลิมาลปริตร ทำให้คลอดบุตรง่าย และป้องกันอุปสรรคอันตราย

๑๒) อภยปริตร ทำให้พ้นจากภัยพิบัติ และไม่ฝันร้าย



ทรงแนะนำให้สวดพระปริตร

พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พุทธบริบัทสวดพระปริตรเพื่อคุ้มครองตน เช่นในอาฏานาฏิยสูตร (ที. ปา. ๑๑/๒๙๕/๑๘๗) ได้ตรัสว่า

„ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเรียนมนต์คุ้มครองคืออาฏานาฏิยปริตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษามนต์คุ้มครองคืออาฏานาฏิยปริตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทรงจำมนต์คุ้มครองคืออาฏานาฏิยปริตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนต์คุ้มครองคืออาฏานาฏิยปริตรประกอบด้วยประโยชน์

ย่อมเป็นไปเพื่อคุ้มครอง เพื่อรักษา เพื่อความไม่เบียดเบียน เพื่อความอยู่เป็นสุข

ของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา"

อนึ่ง พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้อีกว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอนุญาตการแผ่เมตตาแก่พญางู

ทั้งสี่ตระกูล เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตน เพื่อกระทำการป้องกันตน" (วิ. จูฬ. ๗/๒๕๑/๘, องฺ จตุกฺก. ๒๑/๖๗/๘๒-๓)





องค์ของผู้สวดและผู้ฟัง

พระปริตรจะมีอานุภาพมาก เมื่อผู้สวดพระปริตรเพียบพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ มีเมตตาจิตมุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟัง, สวดถูกอักษร ไม่มีบทพยัญชนะที่ผิดพลาด และรู้ความหมายของบทสวด (ที. อ. ๓/๑๖๐) แม้ผู้ฟังพระปริตรก็ต้องมีองค์ ๓ คือ ไม่เคยทำอนันตริยกรรม ๕ (ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ประทุษร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป และทำสังฆเภท) ไม่มีมิจฉาทิฏฐิที่เห็นผิดว่ากรรมและผลกรรมไม่มี และเชื่อมั่นอานุภาพพระปริตรว่ามีจริง สามารถคุ้มครองผู้ฟังได้ (มิลินฺท. ๑๑๖)



จำนวนพระปริตร

โบราณาจารย์ได้จำแนกพระปริตรออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑. จุลราชปริตร (เจ็ดตำนาน) มี ๗ ปริตร คือ

๑) มังคลปริตร

๒) รัตนปริตร

๓) เมตตปริตร

๔) ขันธปริตร

๕) โมรปริตร

๖) ธชัคคปริตร

๗) อาฏานาฏิยปริตร

๒. มหาปริตร (สิบสองตำนาน) มี ๑๒ ปริตร คือ

๑) มังคลปริตร

๒) รัตนปริตร

๓) เมตตปริตร

๔) ขันธปริตร

๕) โมรปริตร

๖) วัฏฏกปริตร

๗) ธชัคคปริตร

๘) อาฏานาฏิยปริตร

๙) อังคุลิมาลปริตร

๑๐) โพชฌังคปริตร

๑๑) อภยปริตร

๑๒) ชัยปริตร

พระปริตรที่มีปรากฎโดยตรงในคัมภีร์มิลินทปัญหาและอรรถกถาต่างๆ มีทั้งหมด ๙ ปริตร คือ

๑) รัตนปริตร

๒) เมตตปริตร

๓) ขันธปริตร

๔) โมรปริตร

๕) ธชัคคปริตร

๖) อาฏานาฏิยปริตร

๗) อังคุลิมาลปริตร

๘) โพชฌังคปริตร

๙) อิสิคิลิปริตร

อนึ่ง จำนวนพระปริตรแตกต่างกันในอรรถกถาต่างๆ ดังนี้ คือ

ในมิลินทปัญหา (หน้า๑๖๓) มีปรากฏ ๗ ปริตร คือ

๑) รัตนปริตร

๒) เมตตปริตร

๓) ขันธปริตร

๔) โมรปริตร

๕) ธชัคคปริตร

๖) อาฏานาฏิยปริตร

๗) อังคุลิมาลปริตร

ในสมันตปาสาทิกา (วิ. อ. ๑/๑๕๘) และวิสุทธิมรรค (๒/๔๘) มีปรากฎ ๕ ปริตร คือ

๑) รัตนปริตร

๒) ขันธปริตร

๓) ธชัคคปริตร

๔) อาฏานาฏิยปริตร

๕) โมรปริตร

ในอรรถกถาทีฆนิกาย (ที. อ. ๓/๘๖) อรรถกถามัชฌิมนิกาย (ม. อ. ๓/๗๙) อรรถกถาอังคุตตรนิกาย (องฺ. อ. ๑/๒๒๗)

อรรถกถาวิภังค์ (อภิ. อ. ๒/๒๓๕) และอรรถกถามหานิทเทส (หน้า ๓๘๖) มีปรากฎ ๘ ปริตร คืิอ

๑) อาฏานาฏิยปริตร

๒) อิสิคิลิปริตร

๓) ธชัคคปริตร

๔) โพชฌังคปริตร

๕) ขันธปริตร

๖) โมรปริตร

๗) เมตตปริตร

๘) รัตนปริตร



พระปริตรในปัจจุบัน

พระปริตรที่มีปรากฎในบทสวดมนต์ไทยฉบับปัจจุบัน มี ๑๒ ปริตร เป็นบทสวดที่โบราณาจารย์เพิ่มมังคลปริตร วัฏฏกปริตร อภยปริตร และชัยปริตร รวม ๔ บท ทั้งไม่จัดอิสิคิลิปริตรไว้ในบทสวดมนต์ เพราะเป็นพระปริตรที่กล่าวถึงชื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่เหมือนพระปริตรอื่นที่แสดงคุณของพระรัตนตรัยหรือเมตตาภาวนา ส่วนในบทสวดมนต์ฉบับพม่า มีพระปริตร ๑๑ ปริตรเพราะโบราณาจารย์ชาวพม่ารวมอภยปริตรและชัยปริตรไว้เป็นปริตรเดียวโดยใช้ชื่อว่า ปุพพัณหสูตร (สูตรที่ควรสาธยายในเวลาเช้า) ในสูตรนั้นท่านเพิ่มเทวดาอุยโยชนคาถา สัพพมังคลคาถา และสามคาถาสุดท้ายของรัตนสูตรเข้ามาอีกด้วย สำหรับมังคลปริตรและวัฏฏกปริตรพบในพระสุตตันตปิฎก ส่วนอภยปริตรและชัยปริตร โบราณาจารย์ได้แต่งขึ้นมาในภายหลัง



ลำดับพระปริตร

ลำดับพระปริตรในมิลินทปัญหาและคัมภีร์อรรถกถาต่างๆ แตกต่างกัน ส่วนลำดับพระปริตรในบทสวดมนต์ไทยและพม่าเหมือนกัน ในพระปริตรฉบับนี้ ผู้แปลได้เรียงลำดับพระปริตรใหม่ เริ่มจากเมตตปริตร ขันธปริตร โมรปริตร อาฏานาฏิยปริตร และโพชฌังคปริตร ฯลฯ โดยเน้นพระปริตรที่กล่าวถึงเมตตาภาวนาและคุณของพระรัตนตรัย



บทขัดพระปริตร

บทขัดพระปริตร หมายถึง บทที่เข้ามาคั่นการสวดพระปริตร คือเมื่อประสงค์จะสาธยายพระปริตรใด ก็สวดบทขัดพระปริตรนั้นก่อนที่จะสาธยายพระปริตรที่ต้องการ ที่ประเทศศรีลังกาพระเถระผู้นำสวดมนต์จะสาธยายบทขัดพระปริตรก่อน หลังจากนั้นผู้ร่วมสวดจึงสาธยายพระปริตรพร้อมกัน ประเพณีนี้ได้สืบทอดมายังประเทศไทยจวบจนปัจจุบัน ดังนั้น ผู้ที่มีเวลาในการสวดมนน์ไม่มากนัก จึงไม่จำเป็นต้อง สวดบทขัดพระปริตร

โบราณจารย์ได้เรียกอีกบทขัดนี้อีกชื่อหนึ่งว่า บทขัดตำนาน คำว่า ตำนาน มาจากศัพท์บาลีว่า ตาณา ที่แปลว่า "เครืองป้องกัน" หรือพระปริตร นั่นเอง บทขัดบางบท เช่น บทขัดมงคลปริตร บทขัดธรรมจักรแตกต่างกันในฉบับพม่าและฉบับไทย ในพระปริตรฉบับนี้ผู้แปลได้ใช้ฉบับไทยเป็นหลัก ประวัติของผู้ประพันธ์บทขัดพระปริตรไม่มีหลักฐานแน่ชัด ท่านอาจารย์ธัมมานันทมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต สันนิษฐานว่า คงเป็นโบราณาจารย์ชาวลังกาประพันธ์ขึ้นหลังพุทธศักราช ๙๐๐ เพราะเป็นการนำข้อความจากคัมภีร์อรรถกถาที่รถจนาโดยพระพุทธโฆสาจารย์มาแต่งเป็นบทขัด และประพันธ์ขึ้นก่อนพุทธศักราช ๒๑๕๓ เพราะปรากฎในปริตตฎีกาซึ่งรจนาที่ประเทศสหภาพพม่าในสมัยนั้น



พระปริตรที่ควรสวดเสมอ

ผู้ที่มีเวลาน้อยควรสวดพระปริตรที่สั้นและสำคัญ ฉะนั้น จึงควรสวดพระปริตร ๔ บท คือ เมตตปริตร ขันธปริตร โมรปริตร และอาฏานาฏิยปริตร เมตตปริตรและขันธปริตรเน้นการเจริญเมตตาภาวนา โมรปริตรและอาฏานาฏิยปริตรเน้นการเจริญพระพุทธคุณ ผู้ที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ควรสวดโพชฌังคปริตรด้วย พระเถระชาวพม่าผู้ทรงพระไตรปิฎกคือท่านอาจารย์สิรินทาภิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดวิสุทธาราม จังหวัดย่างกุ้ง ประเทศสหภาพพม่า ก็มีความเห็นว่า ควรสวดพระปริตร ๔ บทนั้นเสมอ

นอกจากพระปริตรเหล่านี้แล้ว คาถาที่กล่าวถึงพระพุทธคุณ อาทิเช่น สัพพมังคลคาถา คาถาชินบัญชร และชัยมังคลคาถา ก็ควรสวดเช่นกัน ท่านผู้สวดอาจจะสวดคาถาเหล่านี้สลับกับพระปริตรในแต่ละวัน ดังนั้นผู้แปลจึงเรียงลำดับคาถาเหล่านี้ก่อนพระปริตรบางบทที่ยาวและไม่กล่าวถึงเมตตาภาวนาหรือพระพุทธคุณ เช่น มังคลปริตร เป็นต้น

ก่อนจะสวดพระปริตรทุกครั้ง ผู้สวดควรสวดบทมหานมัสการหรือ นโม ฯลฯ แล้วสมาทานศีลห้า หลังจากนั้นให้สวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ แล้วจึงสวดพระปริตรหรือคาถาอื่นๆ สำหรับบทมหานมัสการเป็นคำแสดงความนอบน้อมพระพุทธเจ้าจึงเป็นบทที่ชาวพุทธนิยมสวดก่อนจะสวดมนต์ การสมาทานศีลทุกวันเป็นการรักษาศีลให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ การสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และสังฆคุณ ก็เป็นการเจริญกรรมฐานคือ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ ผู้ที่หมั่นระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยจะเพิ่มพูนศรัทธาในพระศาสนาเป็นอย่างดี

นอกจากนั้น ชาวพุทธควรสวดบทธรรมจักรทุกวันพระ จะป้องกันภยันตรายทำให้ผู้สวดประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เพราะธรรมจักรเป็นพระธรรมเทศนาแรกที่กล่าวถึงอริยสัจสี่ จึงเป็นบทที่เทวดาเคารพบูชายิ่งนัก คนไทยสมัยก่อนเชื่อว่าบุคคลที่สวดธรรมจักรนี้ทุกวันพระ แล้วอธิษฐานให้ครอบครัวหรือญาติพี่น้องมีความสวัสดี จะมีผลานิสงส์ทำให้ผู้สวดและผู้อื่นที่ตนแผ่ไปถึงมีความสวัสดี แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุทุกอย่างได้



ไม่ควรลงท้่ายด้วย อิติ ศัพท์

ในพระปริตรฉบับนี้มีบางปาฐะต่างจากบทสวดมนต์อื่น เช่น ในบทสวดพระพุทธคุณได้ลงท้ายคำว่า ภะคะวา ในบทสวดพระธรรมคุณได้ลงท้ายด้วยคำว่า วิญญูหิ และในบทสวดพระสังฆคุณได้ลงท้ายด้วยคำว่า โลกัสสะ ไม่เหมือนบทสวดมนต์ฉบับอื่นที่ลงท้ายด้วย อิติ ศัพท์ว่า ภะคะวาติ, วิญญูหีติ, โลกัสสาติ ความจริงบทเหล่านั้นสำเร็จรูปมาจาก ภควา + อิติ, วิญฺญูหิ + อิติ, โลกสฺส + อิติ ศัพท์ว่า อิติ ในที่นี้เป็นคำลงท้ายประโยคนิยมใช้เพื่อแสดงการลงท้ายข้อความเหมือนมหัพภาค ( . ) ในภาษาไทย เพื่อแสดงการสิ้นสุดของประโยคนั้น จึงไม่นับเนื่องเข้าในบทสวด ดังเช่น อิติ ศัพท์ในกรรมวาจาบวชพระว่า เอวเมตํ ธารยามีติ (วิ. มหา. ๔/๑๒๗/๑๓๙) พระภิกษุผู้สวดกรรมวาจาต้องสวดว่า เอวเมตํ ธารยามิ โดยไม่ต้องสวด อิติ ศัพท์ (วิมติ. ๒/๑๗๘) ส่วนคำว่า ภะคะวาติ, วิญญูหีติ, โลกัสสาติ ที่พบในธชัคคปริตร จัดว่าควรสวดเช่นนั้น เพราะ อิติ ศัพท์ในปาฐะเหล่านั้นมิใช่แสดงการลงท้ายข้อความดังที่กล่าวมาแล้ว แต่มีความหมายคือ "ว่า" ในภาษาไทย

อานุภาพของพระปริตรที่สวดด้วยจิตที่มีสมาธแน่วแน่ จะแผ่ไปถึงแสนโกฏิจักรวาล ทำให้ผู้สวดได้รับผลานิสงส์มหาศาลหาประมาณมิได้ คนที่ไม่สวดพระปริตรจะไม่สามารถรับรู้อานิสงส์ได้เลย เปรียบดั่งคนที่ไม่ได้รับประทานอาหาร จะไม่รับรู้รสอาหารและผลของการรับประทานได้ ดังนั้น ขอให้พุทธบริษัทเชื่อมั่นอานุภาพพระปริตร หมั่นสวดพระปริตรอยู่เนืองนิตย์ และได้รับประโยชน์สุขทั่วกันทุกคน



อนุโมทนากถา

การสวดมนต์เป็นการอบรมจิตด้วยการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ พร้อมทั้งแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ จึงเป็นกิจวัตรที่ชาวพุทธทุกท่านควรสั่งสมให้เป็นอาจิณ เพื่อเพิ่มพูนภาวนาบารมี และขัดเกลากิเลสให้ลดน้อยลงเท่าที่จะกระทำได้

ชาวโลกล้วนเห็นคุณค่าของอัญมณี และสิ่งนี้เหมาะสมแก่บุคคลผู้มีฐานะ พระรัตนตรัยก็เปรียบดั่งอัญมณีสูงค่า เหมาะสมแก่บุคคลผู้มีใจประเสริฐ แต่ในชีวิตประจำวันชาวพุทธประดับอัญมณีนี้ไว้ในใจเป็นเวลานานเท่าใด ผู้ที่เห็นคุณค่าของอัญมณีภายในนี้ จะหมั่นสวดมนต์เพื่อประดับไว้ในใจของตนเสมอ บุคคลผู้สวดมนต์เป็นนิตย์นั้นจะมีใจเบิกบาน ใบหน้าผ่องใส อดกลั้นต่ออนิฏฐารมณ์ได้ดี และมีสง่าราศีเป็นที่เคารพนับถือของปวงชน

สำหรับวิธีการสวดพระปริตรนั้น ท่านผู้สวดพึงสวดคำบาลีให้ถูกตามอักขระ และสวดคำแปลควบคู่กับคำบาลีไปด้วย เพื่อน้อมจิตไปในความหมายแห่งพระพุทธดำรัส เมื่อเป็นดังนี้ก็ได้รับประโยชน์สุขจากการสวดมนต์โดยทั่วกัน

ขออนุโมทนากุศลเจตนาท่านเจ้าภาพที่ร่วมกันจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เพื่อเผยแพร่คำสอนของพระศาสดาให้สถิตสถาพรชั่วกาลนาน ทั้งนี้เพื่อยังประโยชน์แก่มวลชนให้กว้างไกล ขอให้ท่านเจ้าภาพจงมีความสุขความเจริญประสบความสำเร็จในชีวิต และเจริญรุ่งเรืองในธรรมของพระอริยเจ้าทั้งหลาย

พระคันธสาราภิวงศ์

วัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง


ข้อมูลจาก: palipage.com
จาก : น.ท.วรุตม์ ไวทยกุล วันที่ เวลา : 2018-02-15 09:21:55
ไอพี : 223.24.175.15

ลบ




ความคิดเห็นที่ 1 จาก : น.ท.วรุตม์ ไวทยกุล
ตำนานพระปริตร : เจ็ดตำนาน จากวัดป่ามหาชัย สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครพนม แห่งที่ 2

โดยทั่วไปพุทธศาสนิกชนมักทำบุญ
โดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดสาธยายบทพระพุทธมนต์ในพิธีมงคล
หรือพิธีที่จัดขึ้นเพื่อความสุขความเจริญ เป็นสิริมงคลแก่การดำเนินชีวิตในวาระต่างๆ
ซึ่งมักจะเรียกรวมกันว่าว่า พิธีเจริญพระพุทธมนต์

คำว่า “ พระพุทธมนต์ ” หมายถึง
พระพุทธพจน์อันเป็นพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า
ที่มีปรากฏในพระไตรปิฏกบ้าง เป็นคำที่แต่งขึ้นมาภายหลังบ้าง

โดยถือกันว่าพระพุทธมนต์เป็นคำศักดิ์สิทธิ์
สามารถปัดป้องอันตรายต่างๆ ได้ จึงเรียกอีกอย่างว่า “ พระปริตร ”

คำว่า “ ปริตร ” มีความหมายว่า คุ้มครองรักษา
หรือเครื่องคุ้มครองป้องกัน ซึ่งบทพระพุทธมนต์ที่นิยมว่าศักดิ์สิทธิ์
เท่าที่ปรากฏรวบรวมไว้มี ๗ บท จึงเรียกว่า เจ็ดตำนาน

( ตามปกติ คำว่าตำนาน จะหมายถึงเรื่องราวนมนานที่เล่ากันสืบๆ มา
แต่ในที่นี้เป็นการเรียกพระปริตรบทๆ หนึ่งว่า ตำนาน ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะแผลงมาจาก
คำว่า ตาณ ในภาษาบาลีที่แปลว่า ต้านทาน หรือป้องกันเช่นเดียวกับคำว่า ปริตร
หรืออาจจะหมายถึงตำนานอันเป็นที่มาของแต่ละพระสูตรก็เป็นได้)

การสวดพระปริตรหรือเจ็ดตำนานนี้
เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศลังกา ราว พ.ศ. ๕๐๐

ด้วยว่าชาวลังกาที่นับถือพุทธศาสนาในขณะนั้น ประสงค์ให้พระสงฆ์ช่วยเหลือตนให้เกิดสิริมงคล
และป้องกันภยันตรายต่างๆ ด้วยการสวดมนต์ และคาถาตามแบบอย่างพราหมณ์
ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ทรงเวทจะทำให้เกิดสิริมงคล และป้องกันภยันตรายแก่มหาชนได้

ด้วยเหตุนี้ พระสงฆ์ลังกาจึงได้คิดวิธีสวดพระปริตรขึ้น โดยเลือกเอาพระสูตรหรือคาถา
ที่สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย อันเกิดขึ้นเนื่องด้วยเหตุการณ์ต่างๆ มาสวดเป็นมนต์

โดยการสวดครั้งแรกๆก็ขึ้นกับเหตุการณ์ที่ไปสวด เช่น ไปสวดพิธีมงคลก็ใช้มงคลสูตรสวด
สวดให้คนเจ็บป่วยก็ใช้โพชฌงคสูตร ครั้นคนนิยมมากขึ้นก็คิดค้นพระสูตรต่างๆ
มาสวดเป็นพระปริตรมากขึ้นเป็นลำดับ

ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินประเทศลังกา ก็ได้รับสั่งให้คณะสงฆ์ปรับปรุงพระสูตร
และคาถาที่ใช้สวดพระปริตรขึ้นใหม่ให้เหมาะกับเหตุการณ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีหลวง
โดยได้เพิ่มพระสูตรและคาถาให้มากขึ้น และเรียกว่า “ ราชปริตร ”
แปลว่า มนต์คุ้มครองพระเจ้าแผ่นดิน

ต่อมาประชาชนต่างก็นิยมให้มีการสวดพระปริตรในพิธีของตนบ้าง
จึงเกิดเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน

เจ็ดตำนานหรือพระปริตร

ซึ่งหมายถึง มนต์อันเป็นเครื่องป้องกันภยันตรายต่างๆ
มีอยู่ด้วยกัน ๗ พระสูตรคือ

๑. มงคลสูตร
ว่าด้วยเหตุที่จะทำให้เกิดสิริมงคล

๒. รัตนสูตร
ว่าด้วยรัตนทั้ง ๓ คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
สวดเพื่อปัดเป่าอุปัทวันตรายให้หมดไป

๓. กรณียเมตตสูตร
ว่าด้วยการเจริญเมตตา ไปไหนมาไหนให้คน เทวดารักใคร่เมตตา

๔. ขันธปริตร
ว่าด้วยพระพุทธมนต์สำหรับป้องกันสัตว์ร้ายพวกอสรพิษ

๕. ธชัคคสูตร
ว่าด้วยการเคารพธงและการรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยทำให้หายหวาดกลัว

๖. อาฏานาฏิยปริตร
ว่าด้วยพระพุทธมนต์ที่สามารถป้องกันอุปัทวันตรายทั้งปวง

๗. อังคุลิมาลปริตร
ว่าด้วยมนต์ขององคุลีมาล
ใช้ในงานมงคลหรือทำให้คลอดลูกง่าย

สำหรับความเป็นมาของพระสูตรแต่ละเรื่อง สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)
กระทรวงวัฒนธรรมได้สรุปส่วนหนึ่ง จากหนังสือ “ วรรณคดีขนบประเพณีฯ”
ของอาจารย์เบญจมาศ พลอินทร์ ความว่า

• มงคลสูตร
เกิดจากชาวชมพูทวีปต่างถกเถียง และตกลงกันไม่ได้ว่ามงคลคืออะไร
จึงพากันไปทูลถามพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ให้คำตอบว่า
สิ่งอันเป็นมงคลในชีวิตมี ๓๘ ประการ หรือที่ชาวพุทธรู้จักในนาม มงคล ๓๘ นั่นเอง
เช่น ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต วาจาเป็นสุภาษิต ฯลฯ
ซึ่งธรรมอันเป็นมงคลนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ว่ามนุษย์หรือเทวดาปฏิบัติ
ก็ล้วนเป็นสิริมงคลแก่ตัวทั้งสิ้น

• รัตนสูตร
เล่ากันว่าครั้งหนึ่งเมืองไพสาลีเกิดทุพภิกภัย ฝนแล้งข้าวยากหมากแพง
คนล้มตายเพราะความอดอยาก ประชาชนก็ไปร้องต่อพระเจ้าแผ่นดิน

พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้ประชาชนตรวจสอบพระองค์ว่า
ผิดธรรมข้อใดหรือเปล่า จึงเกิดเหตุเช่นนี้ ก็ปรากฏว่าไม่ผิดธรรมข้อใด
จึงพากันไปอาราธนาพระพุทธเจ้ามาเมืองไพสาลี เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง
ก็ปรากฏว่ามีฝนตกมาห่าใหญ่ ครั้นนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสเรียกพระอานนท์ให้มาเรียน รัตนสูตร

อันมีเนื้อความสรรเสริญแก้ววิเศษ ๓ ประการ ที่ไม่มีแก้วอื่นใดเสมอเหมือนคือ พุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ
และสังฆรัตนะ และทำให้ผู้สวด ผู้ฟัง ผู้บูชาและผู้ระลึกถึงประสบแต่ความสวัสดี

ซึ่งเมื่อพระอานนท์เรียนจากพระพุทธองค์ ก็นำบาตรน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้า
ไปประพรมทั่วนครไพสาลี เมื่อน้ำพระพุทธมนต์ไปถูกพวกปีศาจๆ ก็หนีไป ไปถูกมนุษย์ที่เจ็บป่วย
โรคเหล่านั้นก็หายสิ้น แต่นั้นมาชาวเมืองก็มีความสงบสุขตลอดมา

• กรณียเมตตสูตร
เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนพระภิกษุ ๕๐๐ รูป ที่ได้เรียนกัมมัฏฐานแล้ว
คิดจะหาสถานที่สงบบำเพ็ญธรรม เมื่อเดินทางไปถึงหมู่บ้านหนึ่ง ชาวบ้านเห็นก็เลื่อมใสยินดี
นิมนต์ให้อยู่ปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งสร้างกุฏิให้

ปรากฏว่าทำให้เทวดาที่อยู่ละแวกนั้นเดือดร้อน ไม่มีที่อยู่ จึงได้แสดงอาการน่ากลัวต่างๆ
มาหลอกพระภิกษุ เมื่อพระภิกษุเห็นก็เกิดความหวาดกลัว ไม่อาจทำจิตใจให้เป็นสมาธิได้
จึงพากันไปเฝ้าพระพุทธองค์

พระองค์จึงได้สอน กรณียเมตตสูตร อันมีเนื้อความว่า

ขอให้บุคคลเป็นผู้อาจหาญ ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยนไม่หยิ่งยะโส มีสันโดษ
ไม่ประกอบกรรมที่ผู้รู้ติเตียน อย่าดูหมิ่นหรือหาทุกข์ให้กัน ฯลฯ

เมื่อพระภิกษุกลับไปและนำไปสวดสาธยาย เหล่าเทวดาก็เกิดความเมตตาแก่พระภิกษุ
มิได้สำแดงอาการอย่างใดอีก ทำให้พระภิกษุบำเพ็ญธรรมได้เต็มที่
พระสูตรบทนี้ถือเป็นบทแนะนำวิธีสร้างเมตตามหานิยม สร้างเสน่ห์แก่ตนเอง

• ขันธปริตร
เกิดจากพระภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดที่เท้า ทนพิษไม่ไหวถึงแก่มรณภาพ

เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่อง จึงตรัสสอนให้พระภิกษุรู้จักแผ่เมตตาแก่สกุลพญางูทั้งสี่
คือ พญางูวิรูปักข์ พญางูเอราบถ พญางูฉัพยาบุตร และพญางูกัณหาโคตมะ

ซึ่งมีเนื้อความว่า
ไมตรีของเราจงมีแก่สกุลพญางูทั้งสี่ ตลอดทั้งสัตว์สองเท้า สี่เท้า อย่าเบียดเบียนเรา
สัตว์ทั้งหลาย เช่น งู แมลงป่อง ตะขาบ เป็นต้น มีประมาณไม่มากเหมือนคุณพระรัตนตรัย
เราทำการนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ ขอสัตว์ร้ายจงหลีกไป

ในทางความเชื่อ
พระพุทธมนต์บทนี้ใช้ภาวนาป้องกันอสรพิษทุกชนิดได้ แต่กล่าวกันว่า
ในงานพิธีทั่วไปไม่นิยมขึ้นต้นที่ “ วิรูปกฺเข” เพราะเชื่อว่าเป็นบทปลุกผีให้ออกมาอาละวาด
พระมักจะขึ้นที่ “ อปปฺมาโณ ”

• ธชัคคสูตร
มาจากที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าให้พระภิกษุฟังว่า
เมื่อเทวดากับอสูรรบกัน ท้าวสักกะซึ่งเป็นใหญ่ในหมู่เทวดา
ได้แนะให้เหล่าเทวดาที่เกิดความกลัว หวาดสะดุ้ง หรือขนพองสยองเกล้า
ได้แลดูชายธงของเทวราชทั้งหลาย เพื่อให้คลายจากความกลัว

แต่พระพุทธองค์กล่าวว่าการดูธงของเหล่าเทวราช อาจจะทำให้หายหรือไม่หายกลัวก็ได้
เพราะเหล่าเทวดายังไม่ละกิเลส อย่างไรก็ยังต้องมีความหวาดกลัวอยู่

ดังนั้น จึงสอนให้พระภิกษุเชื่อ และยึดถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแห่งจิตใจ
จะทำให้คลายจากความกลัว และรู้สึกปลอดภัยไม่หวั่นไหว
บทนี้มักจะใช้สวดในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าธงไชยเฉลิมพล

• อาฏานาฏิยปริตร
เกิดเมื่อท้าวมหาราชทั้งสี่คือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และท้าวเวสสุวัณ
ตั้งใจจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่เกรงว่าหากพวกอสูรรู้ว่าบนดาวดึงส์ไม่มีใครอยู่
ก็อาจถือโอกาสมากวน ซึ่งพวกตนก็อาจกลับมาไม่ทัน

จึงได้จัดตั้งกองทหารไว้ ๔ กอง ประกอบด้วยคนธรรพ์ ยักษ์ นาครักษาแต่ละทิศไว้
แล้วพากันไปประชุมที่อาฏานาฏิยนคร แล้วผูกมนต์เป็นอาฏานาฏิยปริตรขึ้น
จากนั้นก็พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมบริวารเป็นจำนวนมาก

แต่ปรากฏว่าบริวารของท้าวมหาราชเหล่านี้ ต่างก็มีปฏิกิริยาต่อพระพุทธองค์ต่างๆ กัน
เพราะบ้างก็นับถือ บ้างก็ไม่เชื่อถือ จนเป็นเหตุให้บรรดาสาวกของพระพุทธเจ้า
ที่ไปบำเพ็ญธรรมตามที่ต่างๆ ต้องถูกผี ปีศาจ ยักษ์ที่ไม่เลื่อมใสเหล่านี้รบกวน
จนเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเป็นอันตรายต่างๆ นานา

ท้าวเวสสวัณจึงได้กราบทูล ขอให้พระพุทธองค์รับอาฏานาฏิยปริตร
ไว้ประทานแก่สาวกของพระองค์ เพื่อป้องกันมิให้ยักษ์ และภูตผีปีศาจรบกวน

ซึ่งเนื้อความ
เป็นการสรรเสริญพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์
และขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าเวลานอน เดิน นั่ง หรือยืน
ขอให้พระพุทธเจ้าเหล่านั้นได้คุ้มครองรักษาให้พ้นภัย พ้นโรค และความเดือดร้อนต่างๆ

ปริตรบทนี้ใครเจริญภาวนาอยู่เป็นนิตย์
เชื่อว่ายักษ์ ผี ปีศาจก็จะช่วยคุ้มครองให้มีความสุขความเจริญ

source:ลานธรรมจักร

๗. อังคุลิมาลปริตร

ที่มา
พระองคุลิมาลโปรดหญิงมีครรภ์
[ ๕๓๐] ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระองคุลิมาลครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรและจีวร
เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี. กำลังเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกอยู่ในพระนครสาวัตถี
ได้เห็นสตรีคนหนึ่งมีครรภ์แก่หนัก. ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมอง
หนอ สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ ดังนี้.

ครั้งนั้น ท่านพระองคุลิมาลเที่ยวบิณฑบาต ในพระนครสาวัตถี เวลาปัจฉาภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
เวลาเช้า ข้าพระองค์ครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี
กำลังเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกอยู่ในพระนครสาวัตถีได้เห็นสตรีคนหนึ่งมีครรภ์แก่หนัก.
ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอสัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ ดังนี้.

[ ๕๓๑] พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูกรองคุลิมาล ถ้าอย่างนั้น
เธอจงเข้าไปหาสตรีนั้นและกล่าวกะสตรีนนอย่างนี้ว่า
“ ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดมาแล้ว จะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตหามิได้
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด.

ท่านพระองคุลิมาลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อาการนั้นจักเป็นอันข้าพระองค์
กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่เป็นแน่ เพราะข้าพระองค์แกล้งปลงสัตว์เสียจากชีวิตเป็นอันมาก.

ภ. ดูกรองคุลิมาล ถ้าอย่างนั้น เธอจงเข้าไปหาสตรีนั้น แล้วกล่าวกะสตรีนั้นอย่างนี้ว่า
“ ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้วในอริยชาติ จะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์เสียจาก
ชีวิตหามิได้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด”

พระองคุลิมาลทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาหญิงนั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะหญิงนั้นอย่างนี้ว่า
“ ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่เวลาที่ฉันเกิดแล้วในอริยชาติ จะแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตทั้งรู้หามิได้
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด”

ครั้งนั้น ความสวัสดีได้มีแก่หญิง ความสวัสดีได้มีแก่ครรภ์ของหญิงแล้ว.

อังคุลิมาลสูตร
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ ( ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
หน้าที่ ๓๖๓ – ๓๖๔ หัวข้อที่ ๕๓๐ – ๕๓๑

www.watpamahachai.net
วันที่ เวลา : 2018-02-15 15:59:03 ไอพี : 223.24.133.64

ลบ


ท่านที่ต้องการคําทํานายมากขึ้น หรือคําทํานายส่วนตัว กรุณาอ่านช้าๆที่ขั้นตอนดูดวงแนะนำ

หากคุณไม่ได้รับคําทํานายหลังครบกําหนด 38 ชั่วโมง หรือไม่ทราบวิธีเข้าไปอ่านคําทํานาย กรุณาดูคําแนะนํา ก่อนใส่ข้อมูลเข้ามาใหม่

หากเป็นการส่งคําทํานายทางอีเมล ค้นหาได้ในกล่องเมลขยะ หรือกล่องเมลสแปม ของคุณ

ผู้โพสต์ ต้องแสดงชื่อจริง กับอีเมล และใช้ถ้อยคําที่สุภาพ เขียนถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา ข้อความจึงจะได้ขึ้นแสดงบนเว็บไซต์

ข้อความ

รูป

นำรหัสนี้ afNJdd ไปใส่ด้านล่าง

รหัส

 

แนะนำให้เข้าชม 2 ลิงค์ ด้านล่างนี้ แนะนำ

ดูดวงอนาคตแม่นๆ คลิก --> ขั้นตอนดูดวงแนะนำ (แนะนำ)

ทดลองดูดวง คลิก --> ทดลองดูดวงแนะนำ (แนะนำ)

 

** การดูดวงชะตา เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ **